ทนายนนท์ ทนายความ รับปรึกษาปัญหากฎหมาย รับว่าความทั่วราชอาณาจักร | ความรู้เรื่องการทำสัญญา
088-4443497

ความรู้เรื่องการทำสัญญา

ความรู้เรื่องการทำสัญญา

         “ สัญญา ” จะเกิดขึ้นได้เมื่อ  ผู้เสนอจะทำสัญญาตกลงสอดคล้องต้องกันกับผู้สนองรับสัญญา  ( คำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน ) และคำสนองตอบกลับไปถึงผู้เสนอ  สัญญาอาจทำด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ สุดแล้วแต่คู่สัญญาตกลงกันหรือตามที่กฎหมายกำหนด แต่ที่สำคัญต้องบังคับได้  สัญญานั้นในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกๆคน  ดังนั้นทุกคนจึงควรทราบว่าการทำสัญญานั้นควรทำอย่างไรถึงจะให้มีผลทางกฎหมายและใช้ได้อย่างถูกต้องโดยเฉพาะสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร   ซึ่งสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นควรมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ชื่อสัญญา  ชื่อของสัญญามิได้เป็นตัวชี้ขาดว่าสัญญานั้นเป็นสัญญาอะไร  เพราะสิ่งที่จะบ่งบอว่าเป็นสัญญาอะไรนั้นต้องดูที่เนื้อความของสัญญาเป็นหลักว่าเนื้อความนั้นเป็นเรื่องของอะไร   แต่ถึงกระนั้นก็ดี  ชื่อสัญญาก็ทำให้สัญญามีความชัดเจนมากขึ้น  เพราะฉะนั้นคู่สัญญาจึงควรระบุชื่อสัญญาไว้ด้วย
  2. ชื่อคู่สัญญา  ชื่อคู่สัญญานั้นมีความสำคัญมาก  คู่สัญญาต้องระบุชื่อคู่สัญญาให้ชัดเจน เพราะเป็นตัวบ่งบอกว่าใครที่ต้องรับผิดต่อเราตามสัญญา ทั้งนี้ควรระบุถึง อายุ  ที่อยู่ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายด้วยเพื่อจะระบุตัวคู่สัญญาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  3. วัน  เดือน  ปี ในวันที่ทำสัญญา  และวัน เดือน ปี ที่บังคับตามสัญญา  วันเดือนปีนี้ก็มีความสำคัญมากเพราะจะได้รู้ว่ามีสัญญาเกิดขึ้นจริงหรือไม่  เมื่อใด  หากสัญญาเกิดขึ้นจริงก็ต้องระบุวันเดือนปีที่ทำสัญญาได้  ส่วนวัน  เดือน  ปี ที่บังคับตามสัญญานั้นเป็นตัวกำหนดให้คู่กรณีต้องปฏิบัติตามระยะเวลาที่สัญญากำหนดไว้  หากมีการผิดข้อบังคับที่สัญญาบังคับไว้ก็อาจมีการต้องชดใช้เป็นดอกเบี้ยหรือเป็นเบี้ยปรับหรือเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นกันได้โดยอาศัยกำหนดเวลาที่ระบุในสัญญาเป็นฐานในการคิดคำนวณ
  4. สถานที่ที่ทำสัญญา    ส่วนนี้ทำให้ทราบว่าคู่สัญญาได้ทำสัญญากันที่ใด  และคู่สัญญาจะต้องชำระหนี้ตามสัญญากันที่ใด  และอาจเป็นสถานที่ที่จะเสนอคำฟ้องในเขตศาลนั้นเพราะเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด  ทำให้สัญญามีความชัดเจนมากขึ้น
  5. ทรัพย์ในการเป็นวัตถุแห่งหนี้  สัญญานั้นส่วนมากจะมีทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งหนี้ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดเป็นสัญญาขึ้นมา  เช่น สัญญาซื้อขายรถยนต์   รถยนต์จึงเป็นวัตถุแห่งหนี้  วัตถุแห่งหนี้นี้ต้องระบุให้ชัดเจนว่า  ทำสัญญากันในปริมาณเท่าใด  ชนิดไหน  คู่สัญญาต้องชำระหนี้ให้ตรงตามวัตถุแห่งหนี้ที่ตกลงกัน
  6. สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย   ในสัญญาจำเป็นต้องระบุสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายให้ชัดเจนว่าใครมีหน้าที่และความรับผิดต่อกันอย่างไร
  7. ส่วนท้ายของสัญญา   ส่วนท้ายของสัญญาเป็นการระบุว่าคู่ความในสัญญานั้นเข้าใจข้อความในสัญญานั้นถูกต้องตรงกันดีแล้ว  และต่างฝ่ายก็มีเจตนารมย์ให้เป็นไปตามสัญญานั้น  อีกทั้งระบุว่าสัญญานั้นทำขึ้นเป็นกี่ฉบับและแต่ละฉบับนั้นมีเนื้อความถูกต้องตรงกัน  แต่ละฝ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐานคนละฉบับเพื่อใช้อ้างอิงได้ในภายภาคหน้า
  8. ลายมือชื่อคู่สัญญา  คู่สัญญาทุกฝ่ายจะต้องลงลายมือชื่อในสัญญาแสดงว่าได้ทำสัญญากันเอาไว้จริงๆ  หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่สามารถลงลายมือชื่อได้  ก็สามารถลงลายพิมพ์นิ้วมือพร้อมทั้งมีพยานลงชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือนั้นด้วยสองคนก็เสมอกับลงลายมือชื่อแล้ว
  9. พยานในการทำสัญญา  แม้ในกฎหมายจะมิได้ระบุให้สัญญาต้องมีพยาน  แต่การที่สัญญาระบุพยานเอาไว้นั้น  ทำให้สัญญานั้นมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น  โดยทั่วไปมักใช้พยานสองคนและพยานนั้นต้องลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาด้วย  หากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญานั้นๆในอนาคต  พยานที่ลงชื่อในสัญญานั้นจะเป็นพยานหลักฐานชั้นต้นและสำคัญในการวินิจฉัยข้อโต้แย้งนั้น
  10. เอกสารแนบท้ายสัญญา  หากสัญญาใดมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสัญญาโดยเฉพาะเป็นเอกสารที่มีรายละเอียดมากก็สามารถนำมาแนบท้ายสัญญาได้  โดยระบุว่าถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา  เหตุผลที่ต้องแนบท้ายสัญญาก็เพราะหากใส่รายละเอียดดังกล่าวไว้ในสัญญาก็จะทำให้สัญญามีความยืดยาวมากเกินไป  เพราะข้อสัญญาควรจะรัดกุม  ไม่ฟุ่มเฟือย  และมีความชัดเจนอยู่ในตัว

 

Comments

comments